สำรวจธรรมชาติผ่านศิลปะหลากรูปแบบทั้ง Performance Art นิทรรศการ และการกิน ที่ Studio 88 Artist Residency

Studio 88 Artist Residency โดยพี่อ้อม-ศศิวิมล วงศ์จรินทร์ เปิดหมู่บ้านเชื้อเชิญพวกเรามาสัมผัสกับศิลปะหลากหลายแขนง ผ่านการร่วมมือกับศิลปินที่มีฉากทัศน์และเบื้องหลังที่หลากหลาย ซึ่งเข้าท่ามากเมื่อธีมของนิทรรศการครั้งนี้คือ ธรรมชาติ มันเข้ากันดีมากกับเซ็ตติ้งของสตูดิโอที่อยู่ใจกลางธรรมชาติป่าเขาในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

งานเมื่อวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นการจัดนิทรรศการถึง 2 รูปแบบจากศิลปินที่มีพื้นเพที่แตกต่างกัน แต่ด้วยธีมธรรมชาติที่แข็งแรง เราจึงได้เห็นวิธีการสื่อสารที่หลากหลายที่น่าตื่นตา และน่าติดตาม

นิทรรศการแรกคือ Botanical Breath หรือ ลมหายใจพฤกษา เป็นนิทรรศการที่นำองค์ความรู้ท้องถิ่นที่ยึดโยงกับสมุนไพรใกล้ตัว ซึ่งใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศิลปะมาผสมผสานเป็นการเล่าเรื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่น ตอบคำถามเกี่ยวกับการนำภูมิปัญญาทางธรรมชาติที่ใช้ผ่านภาพวาดและภาพถ่ายจากศิลปินรับเชิญคือ แฟรงคลิน หลาว (Franklin Lau), สุจิตรา ประเสริฐ และรุ่งอรุณ ปรียานุภาพ ซึ่งนิทรรศการนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายทั้งจากชุมชน คนทำงานศิลปะ ตลอดจนหน่วยงานรัฐ ซึ่งถูกจัดแสดงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2025 หรือ Chiang Mai Design Week ปีล่าสุดในหัวข้อ Local Plus ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ท้องถิ่นมาพัฒนาและต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มขึ้น ทั้งในเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

นิทรรศการต่อมาคือ Reviving Nature หรือ ฟื้นคืนทำมะชาด

สังเกตชื่อแล้ว ชื่อนิทรรศการที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เป็นการออกเสียงแบบภาษาลาว

ถูกต้องแล้ว นี่คือนิทรรศการที่เป็นผลงานปลายทางของศิลปินในพำนักและนักสร้างสรรค์ที่ได้ใช้เวลาในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และค้นหาตัวเองจนได้แนวทางการผลิต การสร้างสรรค์ผลงานที่ตัวเองได้ปะทะสังสรรค์ผ่านช่วงเวลาในหมู่บ้านครั้งนี้ โดยโครงการเป็นการร่วมมือกับ Aglaia DocuFilms ซึ่งมีศิลปินจากลาวทั้งที่เป็นศิลปินอิสระ รวมถึงศิลปินในนามกลุ่ม Lost Jigsaw และสาธารณรัฐเช็กมาร่วมแสดงผลงานในครั้งนี้ ผลงานทั้งหมดถูกนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในแบบ Installation Art, การแสดง Performance Art และอาหาร

เหมือนทุกครั้ง ศิลปินในพำนัก และศิลปินรับเชิญได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองผ่านผลงานไม่จำกัดรูปแบบ ถึงแม้โจทย์จะเป็นธรรมชาติ แต่เพราะธรรมชาติต่างเป็นจุดร่วมเดียวกันที่ใครก็แยกออกจากมันไม่ได้ การเลือกเอาธรรมชาติมาเล่าให้แบบของศิลปินแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด ความสร้างสรรค์ และความเป็นตัวของตัวเองจากศิลปินทุกคน

และท้าทายให้เราอยากเข้าไปชมมันด้วยตาของตัวเอง

Botanical Breath
ลมหายใจพฤกษา

1
กินข้าวเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร

ปาน-สุจิตรา ประเสริฐ เติบโตในชนบทที่มีความใกล้ชิดและเชื่อมต่อกับธรรมชาติ เมื่อตอนมัธยมปลายเธอได้เรียนรู้เทคนิคการวาดภาพฤกษศาสตร์ การเชื่อมต่อด้วยศิลปะทำให้ธรรมชาติอยู่ในใจเธอเสมอ เธอได้สำรวจข้างใน ได้เรียนรู้ธรรมชาติ และธรรมชาติก็ได้เรียนรู้ตัวเธอด้วย เธอบอกว่า การวาดภาพพฤกษศาสตร์ต้องวาดจากต้นไม้ ดอกไม้จริง ทำให้เธอต้องสื่อสารกับพวกเขาก่อนที่จะโฟกัสกับการวาดได้ 

ปานต้องการนำเสนอเกี่ยวกับศิลปะทางพฤกษศาสตร์ ทั้งแบบจริงและแห้งด้วยวิธีการเก็บรักษาที่หลากหลายซึ่งได้รับการสนับสนุนตัวอย่างจากอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ส่วนภาพวาดที่เธอนำมาจัดแสดง เธอใช้ภาพสีน้ำเป็นการเล่าเรื่อง เพราะการวาดภาพพฤกษศาสตร์ไม่เหมือนการวาดภาพแบบอื่น พอวาดไปสักพักแล้วปานจึงได้เข้าใจว่า มนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวกัน

ยิ่งในช่วงโรคระบาดใหญ่ ปานรู้ว่าสมุนไพรที่เป็นองค์ความรู้จากผู้ใหญ่ในบ้านมันสำคัญมาก เธอโชคดีที่ที่ได้ซึมซับองค์ความรู้มาจากปู่ย่าตายายมาบางส่วน ซึ่งเมื่อเธอโตขึ้น เธอจึงเห็นคุณค่าของมันมาก และรู้สึกเสียดายว่า เธอน่าจะเรียนรู้ได้มากกว่านี้ แต่ก็สามารถนำความรู้นั้นที่แม้จะน้อยนิดเอามายึดโยงกับชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้สนใจศึกษามากขึ้น เช่น การใช้สมุนไพรรักษาโรค ประกอบกับช่วงที่มลพิษมีผลกับสุขภาพของผู้คน ปานเลยสนใจที่จะศึกษาเรื่องสมุนไพรกับลมหายใจ โดยปานมีประสบการณ์ตรงจากการใช้สมุนไพรด้วยตัวเองเมื่อไม่นานมานี้

“ตอนแรกการศึกษาเรื่องสมุนไพรกับสุขภาพมันกว้างมาก สุดท้ายก็เลยเลือกเอาเรื่องสมุนไพรกับลมหายใจ แล้วก็ใช้กับตัวเองโดยตรง ทั้งบังเอิญและไม่บังเอิญ เพราะประสบปัญหามีก้อนซีสต์ในมดลูก ปานมีประจำเดือนแล้วปวดมากกว่าสองปีจนทำงานไม่ได้ ปานไปพบหมอแล้วหมอก็ฉีดฮอร์โมนให้ไม่ปวด แต่มีผลข้างเคียงคือ ค่าเลือดมะเร็งขึ้น ปานเลยขอหยุดฉีดฮอร์โมนเมื่อเดือนตุลาคม ระหว่างนั้นปานใช้การกินรางจืดในการล้างยาฮอร์โมนเพียงสัปดาห์ละครั้ง เช้า-เย็น เมื่อวานไปฟังผลแล้วค่าเลือดกลับมาเป็นปกติ จึงถือว่าเป็นการใช้ร่างกายในการทดลอง” ปานเล่า

ชุดภาพวาดสีน้ำของปานตั้งใจให้ผู้ชมได้เห็นถึงความสวยงามของพืชไม้ใบหญ้า ผ่านรายละเอียดสุดบรรจงในหลายมิติ ความงามที่เธอย้ำผ่านผลงานว่ามนุษย์กับธรรมชาติเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถเข้าถึงได้ และไม่ควรมองข้าม

2
เทคนิคเล่าเรื่องธรรมชาติ

“ผมตื่นตาตื่นใจในฐานะคนนอกที่มองเข้ามาในไทยว่า การเยียวยาด้วยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรที่มันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขนาดนี้ เมื่อผมได้ร่วมโครงการนี้แล้ว ทำให้ผมเห็นโอกาสในการเรียนรู้ที่ใช้สมุนไพรเป็นเครื่องมือเพื่อการสื่อสารในมุมมองใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานได้อีกด้วย”

แฟรงคลิน หลาว ทำงาน Photographic Art โดยใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่เรียกว่า “Light Drawing” ที่เน้น “รายละเอียด” ของสมุนไพร เขาอธิบายเทคนิคในการสร้างผลงานด้วยการสร้างตู้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อใช้แสงส่องจากด้านล่างของสมุนไพร ก่อนจะหยดสีผสมอาหารลงไปแล้วแต้มหรือคนเบาๆ เพื่อให้ของเหลวเคลื่อนไหวดั่งควัน หรือใช้ครีมเทียมผสมน้ำจนได้ครีมสีขาวๆ ล่องลอยประหนึ่งหมอกควัน  และตกแต่งรายละเอียดนั้นให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ได้ภาพที่นำเสนอความงามของพืชและสมุนไพรตามธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด ทำให้ผู้ชมได้สังเกตถึงรายละเอียดที่น่าสนใจต่างๆ ของภาพอีกด้วย จนกลายเป็นชุดภาพถ่ายในนิทรรศการ Botanical Breath

“นี่คือเทคนิคการถ่ายภาพโดยไม่ผ่านการตัดต่อหรือตกแต่งภาพใดๆ ทั้งสิ้น กระบวนการทั้งหมดจบในห้องมืด ซึ่งมันมีความหมายของผมเพื่อการสร้างสรรค์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมสามารถสื่อสารที่แตกต่าง” แฟรงคลินกล่าว

อีกหนึ่งผลงานการจัดวางที่น่าสนใจ ซึ่งอยู่ในนิทรรศการ Reviving Nature คือชิ้นงานที่ชื่อว่า ฤดูหนาวที่นี่ ฤดูหนาวที่นั่น (Winter here, winter there) โดย Veronika Petuchova เป็นงานจัดวางที่เธอต้องการบอกเล่าฤดูหนาวที่ไม่เท่ากันในหลายพื้นที่ โดยกุญแจสำคัญคือใบไม้ที่ถูกร้อยเรียงคล้ายโมบายทอดยาว พร้อมกับพืชพรรณที่วางแสดงอยู่ บ่งบอกถึงการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ ยินดีและฉลองให้กับทุกสิ่งที่เราได้รับจากมัน

“มีทั้งดวงตาที่เฝ้ามอง นิ้วมือที่สัมผัส ฟันที่กัด และหูที่คอยฟัง มันเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างแนบสนิท แต่ก็สะท้อนถึงความไม่แน่นอนด้วย”

Reviving Nature
ฟื้นคืนทำมะชาด

3
เจอจิ๊กซอว์

Lost Jigsaw คือการรวมตัวกันของบัณฑิตจากคณะวิจิตรศิลป์ในเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้หลงใหลและผลักดันศิลปะให้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพราะในเขตแดนของเมืองลาว ศิลปะถูกทำให้หายไปในช่วงเวลาหนึ่งด้วยความขัดแย้งทางการเมือง การที่พวกเขารวมตัวกันไม่ใช่แค่เป็นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้เครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนสังคม และช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ของพวกเขา โดยสมาชิกที่เดินทางมาร่วมโครงการศิลปินในพำนักประกอบไปด้วยศิลปิน 5 คน คือ สัมพะสิด หลวงอาภัย (Samphasit Luangaphai), พรประเสริฐ พิมพ์สวรรค์ (Phonepaserth Phimsavanh), เวียงเพชร ทองมะลิด (Viengphet Thongmalith), วิลลี่ ไชวุต (Willie Xaiwouth) และ วิลลี่ หานชะน (Willy Hansana) 

การที่เหล่าจิ๊กซอว์ทั้งห้าได้มีโอกาสมาเยือนหมู่บ้านศิลปินในนครพิงค์แห่งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการพบเจอกันโดยบังเอิญของพี่เชอรี่-ภัทรินทร์ ฟงแตน ผู้ร่วมก่อตั้ง Aglaia DocuFilms ซึ่งเธอพบกับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ผ่านการสัมภาษณ์เพื่อนำไปใช้ในสารคดีขนาดยาวว่าด้วยคนพลัดถิ่นกับความทรงจำที่เลวร้ายอย่าง Diaspora Blues 

“พี่เดินเล่นอยู่ในเวียงจันทน์ แล้วก็เข้าไปในแกลเลอรี่ชื่อ i:cat gallery อย่างบังเอิญ เลยได้เจอกับงานของกลุ่มนี้ งานของพวกเขาทำให้พี่ดำดิ่งเข้าไปในงานจนบังเอิญได้เจอกับเขา พี่ก็ได้คุยกับสมาชิกว่ามันคืองานแสดงของกลุ่ม Lost Jigsaw แล้วก็นัดกันที่ร้านกาแฟ เราก็ได้คุยกันหลังจากที่เขามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของสารคดี นอกจากนี้แล้วยังมีศิลปินอิสระจากหลวงพระบางอีกหนึ่งคนคือ ชาย พรประเสริฐ (Shine Phonepaseth) ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในภาพยนตร์สารคดีนี้ และได้เข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่เชียงใหม่เช่นกัน

“พี่อยากขอบคุณพวกเขาด้วยการพาพวกเขามาเห็นโลกของศิลปะในพื้นที่ที่ใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกัน ก็คือประเทศไทย ก็เกิดขึ้นได้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆ รอบตัว และพี่อ้อมจาก Studio 88 ที่ทำโครงการศิลปินในพำนักที่เราได้ทำร่วมมือกันจัดกิจกรรมหลายครั้ง การนำน้องๆ มาเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่เชียงใหม่ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นได้” พี่เชอรี่เล่า

จากซ้ายไปขวา: ไดโน่, ซาย, บี้, เวโรนิก้า, น้อยนิด, วิลลี่ หานชะน

4
หาจิ๊กซอว์

ศิลปินในพำนักจากลาวทั้งห้า คือ สมาชิก Lost Jigsaw ทั้งดาโน่ น้อยนิด บี้ และวิลลี่ รวมถึงศิลปินอิสระ ชาย สละเวลามานั่งคุยกับเราหลังจากการแสดงสดจบลง วิลลี่เล่าอย่างรวบรัดให้เราฟังว่ากลุ่มนี้เกิดขึ้นจากนักศึกษาที่เรียนอยู่ในโรงเรียนวิจิตรศิลป์เดียวกัน มีจุดเริ่มต้นจากการได้โอกาสไปทัศนศึกษาที่หลวงพระบางจากการสนับสนุนของชาวต่างชาติ ตลอดหนึ่งสัปดาห์พวกเขาได้เรียนรู้ศิลปะร่วมสมัยและได้ทำงานจัดวางครั้งแรกที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขามาก

พวกเขาได้เรียนรู้อีกหนึ่งคำสำคัญที่มีผลจากการสร้างกลุ่ม Lost Jigsaw ขึ้นมานั่นคือ Collective หรือการรวมตัวกันเพื่อทำงานเคลื่อนไหวด้วยเครื่องมือทางศิลปะ ดังนั้น ชื่อกลุ่มจึงเป็นตัวแทนของชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ร่วมกัน

“อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำไมถึงต้องเป็นชื่อ Lost Jigsaw เพราะว่าศิลปะในบ้านเรามันมีการขาดช่วงไปกว่า 10 ปี มันไม่มีศิลปินใหม่เกิดขึ้นเลย พวกเราเลยจะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่จะเติมเต็มศิลปะในลาวให้เกิดขึ้นได้ โดยพวกเราเป็นผู้ก่อตั้งร่วมกัน” น้อยนิดเสริม

ส่วนพื้นเพของแต่ละคนก่อนจะมาเรียนศิลปะ ทุกคนมีจุดร่วมเหมือนกันคือ ทุกคนมีทักษะและพรสวรรค์ในการ “แต้มรูป” หรือวาดรูปได้ อย่างวิลลี่ที่บอกเราว่า เขาไม่ได้รู้จักศิลปะเลย และอยากเป็นหมอด้วยซ้ำ แต่จุดเปลี่ยนมาจากเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่าเราแต้มรูปเหมือนคนได้ เลยทำให้สนใจศิลปะ

“ตอนนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะสถาปัตย์ฯ และศิลปะได้ จนมาตั้งคำถามว่า เราอยากเรียนวิชาอะไร ถ้าเรียนศิลปะก็จะมีอิสระทางความคิด ส่วนตัวเราเป็นคนที่อยากแสดงออก อยากมีความกล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะสังคมลาวที่มีสิ่งที่ไม่สามารถเล่าได้ แต่เราใช้ศิลปะเล่าได้”

“ก่อนจะทำงานศิลปะ เราชอบในการแต้มรูปมากๆ เราไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุด ตอนเรียนไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ ก็แอบมาลักแต้มรูปใต้โต๊ะระหว่างครูสอน พอดีเรียนจบมัธยมก็ไม่รู้จะเรียนอะไร ตอนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่สนใจขนาดนั้น พอมีพี่น้องที่เวียงจันทน์เห็นแววว่าเราแต้มรูปได้ แล้วแนะนำให้มาเรียนโดยมีคนสนับสนุน พอเรียนจบแล้วไม่รู้ว่าจะทำงานศิลปะแบบใด จนได้มาเข้ากลุ่ม Lost Jigsaw ที่ได้ทำศิลปะจากความรู้สึกของตัวเอง จากความรู้สึกของคนที่มีมุมมองต่างๆ ของผู้คน” บี้เล่า

ส่วนน้อยนิดเอง เธอได้แรงบันดาลใจจากรายการสอนวาดรูปตอนเช้าๆ ที่เธอดูจากทีวี เลยหัดวาดรูปซึ่งสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง แต่มันทำให้เธอสนุกกับการวาดรูปอย่างจดจ่อ จนเธอได้เข้ามาเรียนโรงเรียนศิลปะในเมืองเวียงจันทน์ 

“ความเข้าใจศิลปะตอนนั้นคือการวาดสวย วาดเหมือน คือศิลปะที่ดี ที่ลาวไม่ได้สอนมากเหมือนที่ไทย พอขึ้นมาปีสามปีสี่ก็เข้าใจขึ้นว่า มิติการมองของศิลปะมันหลากหลายและได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ มากขึ้น ส่วนมากก็จะวาดรูปก่อนมาทำมีเดีย และ Performance”

ส่วนดาโน่เพิ่งจบจากโรงเรียนวิจิตรศิลป์ได้สองปี รู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าการแต้มรูปคือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด เรียนวิชาอื่นก็ไม่ค่อยเก่ง ไม่ชอบเลขเลย แต่ชอบแต้มรูปมาก เลยมาเรียนศิลปะ

ในงานยังจัดแสดงศิลปะจัดวางและวิดีโองานแสดงสดของวิลลี่ ไซวุต ซึ่งแสดงถึงลมหายใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและธุลีที่อาบท้องฟ้านั้นไร้ซึ่งพรมแดน ที่ทำให้ลมหายใจที่เคยมั่นคงกลับแผ่วเบาลง ลมหายใจของเราจึงไม่ใช่ของเราเพียงลำพังอีกต่อไป 

สำหรับชาย ศิลปินอิสระ จบสถาปัตยกรรมศาสตร์จากหลวงพระบาง ก่อนจะมาเรียนต่อปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาการจัดการวัฒนธรรม งานวิจัยเรื่องภูมิทัศน์ด้านวัฒนธรรมที่เขาเรียนนั้นมีสิ่งสำคัญคือ การทำงานศิลปะเพื่อสื่อความหมาย เพื่อให้งานวิจัยมีมิติมากขึ้นเพื่อบอกเล่าประเด็นนี้ จึงใช้การ “แต้มรูป” หรือวาดรูป เพื่อบอกเล่าสิ่งที่มองเห็น และมองไม่เห็น ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาทำงานศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

“เราใช้การแต้มรูปเพื่อมาต่อยอดปัญหาสังคม หรือสิ่งที่ผู้คนต้องการในอนาคต ความคาดหวังของผู้คนเป็นอย่างไร” ชายย้ำ

5
ต่อจิ๊กซอว์

ในกรอบเวลา 2 สัปดาห์ที่พวกเขามาเป็นศิลปินในพำนักแห่งนี้ บางคนเลือกต่อยอดความสนใจเดิม หรือชิ้นงานที่มีในมืออยู่แล้วออกมาเป็นงานชิ้นใหม่ที่เสริมด้วยส่วนผสมจากสิ่งที่พวกเขาได้เจอในหมู่บ้าน หรือบางคนก็ได้แรงบันดาลใจใหม่จากการพักอาศัยที่นี่ 

วิลลี่เลือกทำการแสดง “จิตวิญญาณแห่งป่า” ที่เขาสนใจในเรื่องจิตวิญญาณของมนุษย์และธรรมชาติที่สอดคล้องกัน การแสดงของเขาใช้เสียงจากธรรมชาติประกอบการเคลื่อนไหวที่มีท่วงท่าที่หลากหลาย แต่สื่อสารได้ว่าเขานั้นเป็นได้ทั้งวิญญาณที่เชื่อมต่อธรรมชาติตามความเชื่อ หรือมนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติก็ได้

“ที่เลือกทำงานตัวนี้เพราะว่าส่วนตัวสนใจงานเกี่ยวกับธรรมชาติและมนุษย์ อันนี้ก็รู้สึกสะเทือนใจเพราะ ณ ตอนนี้ โดยเฉพาะธรรมชาติในบ้านเราคือ ลาว มันกำลังที่จะถูกคุกคามจากการตัดไม้ทำลายป่าโดยไม่มีการบริหารจัดการ มันเลยสะเทือนใจเรา สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่มันได้รับผลกระทบจากมนุษย์ทั้งนั้นเลย เราเลยคิดว่าจะต้องทำอะไรเพื่อสื่อสารออกมาให้คนตระหนักรู้สิ่งที่ตัวเอง และสิ่งที่คนรอบข้างในสังคมกระทำ เป็นข้อความที่ให้ผลงานชิ้นนี้ออกไปสู่สังคม ให้มีการตระหนักว่าคนเรากำลังคุกคามธรรมชาติ วัฒนธรรมร่วมของเราคือ มีผีป่าที่จะมารักษาธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงอะไรที่มนุษย์ทำ ซึ่งเราตีความว่า อาจจะไม่ใช่ผีป่าก็ได้ เป็นมนุษย์เรานี่แหละที่ทำ”

การแสดงของบี้ชื่อว่า “อาหารของข้าว” เธอเสิร์ฟข้าวเหนียวในถุงปุ๋ยเคมีและตำบักหุ่งหรือส้มตำที่ชวนตั้งคำถามว่ามันจะรับประทานได้มั้ย อาจเป็นการแสดงที่ชวนงงนิดนึง แต่ที่น่าสนใจคือ ผลงานของเธอ “กิน” ได้นี่แหละ เลยดึงความสนใจให้เราเห็นว่าสิ่งที่เรากินเข้าไป มันถูกปลูกจากปุ๋ยเคมี สารพิษไปมากแค่ไหนแล้ว

“ที่เราสนใจในเรื่องของกินที่มาจากปุ๋ยหรือเคมีต่างๆ มันได้ไอเดียจากน้อยนิดที่พูดถึงเรื่องเคมีขึ้นมา แล้วประกอบกับที่ตัวเองชอบเรื่องทุ่งนา ซึ่งที่บ้านเราก็ชอบใช้ปุ๋ยเคมี เลยหยิบยกเอาเรื่องปุ๋ยเคมีที่ใช้กับพืชผักมาใช้กับผลงานครั้งนี้”

ดาโน่อยากก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองด้วยการทำ Performance Art ที่พาตัวเขาไปเรียนรู้ศาสตร์การแสดงตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ โดยการกระทำทั้งหมดนั้นล้วนแล้วตั้งคำถามกับเหตุผลในการกระทำทั้งสิ้นว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร และเพื่อหาสมดุลจนถึงความเป็นไปได้ในการทำงานชิ้นนี้ของดาโน่อีกด้วย

“งานที่ว่าอยากก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองคือ ออกมาทำงาน Performance เป็นการทดลองของเรา และเป็นการเรียนรู้ศิลปะของการแสดงว่ามีกระบวนการคิดยังไง ทำยังไง เราอยากเอาอะไรออกมาจากตัวของเราออกมา หลักๆ ก็เป็นแบบนั้นเลย เป็นส่วนเรียนรู้ที่ทดลองเลย”

ส่วนน้อยนิดแปลงโฉมสวนหลังเกสต์เฮาส์เป็นฉากการแสดงที่เธอทุ่มสุดตัวจริงๆ เธอใช้ความทรงจำของคุณย่าที่ยึดโยงกับเหตุการณ์ในปี 1932 ซึ่งมีการหนีภัยสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอบอกว่านี่คือการเอาประสบการณ์ส่วนตัว และชุดความทรงจำที่เธอได้รับมาตีความเป็นการแสดงชิ้นนี้ ที่ทำงานกับผู้ชมในระดับที่ทุกคนจุกอกเงียบไปชั่วครู่ สะเทือนอารมณ์จนถึงกับทำให้ผู้ชมบางคนเสียน้ำตา

“ระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นและแน่น ก็คิดว่าจะทำอะไรดี เราอุตส่าห์มีโอกาสมาข้างนอก ทำไมไม่เอาเรื่องที่พูดได้ยาก ก็เลยเอามุมมองของย่ามาทำเป็นเรื่องราวขึ้นมา”

ส่วนงานของชายในชื่อ “ความละเอียดอ่อนของชาติและวัฒนธรรม” เป็นการต่อยอดงานวิจัยของเขาเอามาทำเป็น Installation Art ที่เล่นกับภาพเมืองที่ฉายออกมา เพื่อสื่อสารความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติอย่างแท้จริง

“งานของผมปกติทำกับพื้นที่อยู่แล้ว โอกาสในการมาเยือนครั้งนี้เราได้ไปสำรวจในสถานที่ต่างๆ แล้วก็พื้นที่ทางศาสนาต่างๆ ก็ได้เอางานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำอยู่แล้วคือ งานวิจัย มาขยายต่อให้เห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นการสื่อความหมายการคืนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับมนุษย์กันเอง เราได้เห็นเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไว ซึ่งมันค่อยๆ ขาดกับธรรมชาติไปทีละเล็กละน้อย ถ้าทำงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนและพื้นที่จริงๆ น่าจะเป็นเรื่องดี และทำให้คนสามารถเอาเรื่องนี้ไปตีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับพื้นที่ๆ ตัวเองอยู่” ชายสรุป

6
จิ๊กซอว์ที่ต่อจนสมบูรณ์

ผลงานบางส่วนของศิลปินในพำนักจะจัดแสดงถึง 31 มกราคม 2569 แต่จากการแสดงผลงานของศิลปินบางท่านที่ผ่านพ้นไปแล้ว น่าจะเรียกได้ว่าพวกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างดีในการเป็นศิลปินในพำนักในครั้งนี้

สำหรับทีม Lost Jigsaw มีความรู้สึกที่หลากหลายระคนกันไปทั้งความกดดันที่ต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำ การมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางกว่าจะได้งานชิ้นนี้มา รวมถึงความสุข ความภาคภูมิใจ และความรู้มากมายที่พวกเขาจะนำกลับไปพัฒนาชุมชนของเขาที่บ้านเกิด และใช้ความกล้าที่เคยได้ทำงานในประเทศไทย ขับเคลื่อนเรื่องราวต่อๆ ไปในประเทศลาว

“รู้สึกว่าการที่เราได้มาครั้งนี้มันทำให้ย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมาว่า ตลอดที่เราเดินทางจากการที่เป็นศิลปิน เราได้เรียนรู้บางอย่าง จริงๆ ศิลปินจะชอบบอกว่า เราไม่มีอุปกรณ์ เราจะทำศิลปะไม่ได้ แต่การมาที่นี่ทำให้รู้ว่า ทุกอย่างอยู่รอบตัวเรา เราสามารถหยิบจับบางอย่างมาสร้างเป็นงานได้ในงบประมาณที่ไม่สูง เราเป็นศิลปินต้องรู้ว่า เราจะต้องปรับแต่งให้เราสามารถสร้างงานศิลปะได้ยังไง เราคิดว่าการที่ได้มาจากนี้แหละ เป็นจุดเปลี่ยนให้เรารู้จักอะไรที่หลากหลายมากขึ้น ผู้คน สังคม วิถีชีวิต” วิลลี่บอกเรา

“รู้สึกดีใจที่ทุกคนมากินอาหารที่เราทำ และอึ้งด้วยว่า หลายคนตกใจว่าสิ่งที่เรา “ใส่ลงไป” จะกินได้หรือไม่ได้ รู้สึกดีใจที่ได้เห็นงานของเพื่อน เห็นผู้คนที่มาให้ความรู้หรือแชร์ประสบการณ์ต่างๆ รู้สึกดีใจมากๆ” บี้ตอบพลางยิ้ม

ส่วนชายเองบอกกับเราว่า มันคือการเปลี่ยนผ่านของการเติบโตที่ได้เรียนรู้จากศิลปินและผู้ชมในประเทศไทย ซึ่งเขาได้แลกเปลี่ยนและฟังคำแนะนำที่จะเอาไปปรับใช้กับเส้นทางเดินของเขาในอนาคตได้

“มีความรู้สึกที่หลากหลายเหลือเกิน พอมีหลายประเด็น มีศิลปินท่านอื่นที่มาดูงาน มันมีแต่เรื่องดีๆ และมีมุมมองที่กว้างและหลากหลายมากๆ แต่ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นมิติความหลากหลายทางงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องของธรรมชาติเพียงประเด็นเดียว แต่กว้างมากเหลือเกิน และตีความได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ตรงไหนก็ตาม ก็เป็นไปได้ เราก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง และนี่คือการเติบโต”

สำหรับพี่เชอรี่ ในฐานะผู้สนับสนุนที่ถึงแม้ว่าจุดเริ่มต้นของโครงการศิลปินในพำนักครั้งนี้อาจเริ่มจากความบังเอิญ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด นอกจากจะเป็นเรื่องจริงที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินจากต่างแดน เธอคาดหวังว่ามันจะเป็นการเชื่อมต่อจุดที่ให้ศิลปินเหล่านี้กลับบ้านเพื่อส่งต่อความรู้ โอกาส และแรงบันดาลใจให้กับศิลปินจากลาวต่อในอนาคต

พี่อ้อมกล่าวชื่นชมศิลปินและขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน พร้อมกับสรุปทิ้งท้ายอย่างอิ่มเอมใจว่าการให้พื้นที่และอิสระทางความคิดในการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์คือพันธกิจหลักที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Studio 88 และโครงการศิลปินในพำนัก ที่ยังคงทำหน้าที่เป็นบ้านแห่งการสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เสียงจากทั่วโลกมาบรรจบกับรากเหง้าท้องถิ่น

ภาพ: Rath Chun, Franklin Lau, Jaycow, Ahrtiey Sangsuwan

Contributors

zhift. | Shift and Change